Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
October 21, 2014, 12:27:24 am

Custom Search
  Home  • Help  • Login  • Register
 
     
 
 
     
Pages: [1]
  Print  
Author Topic: ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ที่เท่าไหร่  (Read 10066 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
ThOrN55@VMai
Editorial Staff
Member
***
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 3283


ดีชั่วอยู่ที่ตัวทํา สูงต่ำอยู่ที่ทําตัว...!!


| |
« on: October 09, 2006, 07:20:30 pm »

ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ที่เท่าไหร่

ในปกติแล้วน้ำมันเครื่องที่ตามศูนย์บริการเติมมาให้นั้นเป็นน้ำมันเครื่องธรรมดาครับราคาไม่สูงมากนัก ประมาณ 600-800 บาท ก็มีเยอะน้ำมันในกลุ่มนี้จะเริ่มเสื่อมสภาพที่ประมาณ 5,000-7,000  กิโลเมตร ในอัตราการวิ่งปกติ ทางศูนย์หรือร้านต่าง ๆจึงแนะนำให้เปลี่ยนกันที 5,000 กิโลเมตร แต่...ต้องอย่าลืมว่าเราวิ่งอยู่ที่ใหนด้วย อย่างเช่น ถ้าวิ่งในที่สภาพการจราจรไม่รีบร้อน ก็ 5,000 เปลี่ยนทีแต่ว่าในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรควรจะเปลี่ยนก่อนหน้านั้นจะดีกว่า

ส่วนน้ำมันเครื่องที่เป็น Fully Synthetic นั้นโดยมากจะเริ่มเสื่อมที่ประมาณ 10,000 กิโลเมตรขึ้นไป ดังนั้นทางร้านหรือศูนย์บริการ จึงมักจะ ให้เปลี่ยนที่ประมาณ 10,000 กิโลเมตร แต่ถ้าพวกวิตกจริตหน่อย เหมือนผมเพราะขับรถในกรุงเทพฯเมืองฟ้ามักจะเปลี่ยนไว้ก่อนที่ 8,000-9,000 กิโลเมตร เพราะเห็นว่าระยะเวลาการทำงานประมาณนี้ก็น่าจะนานกว่าระยะทาง10,000 มากอยู่เมื่อเทียบเป็นชั้วโมงเพราะผม ถือคติว่า เหลือดีกว่าขาดเปลี่ยนน้ำมันเครื่องก่อนกำหนดดีกว่าเปลี่ยนเครื่องเพราะน้ำมันขาดคุณภาพครับ

ที่มา : http://www.cardecorate.com/index_th.php ขอบคุณครับ
Logged

 [ Thorn55 ]
anant
Member

Offline Offline

Gender: Male
Posts: 224


YV1LW5406S4158300


| |
« Reply #1 on: May 10, 2007, 06:19:40 pm »

ผมมอง อีกมุมหนึ่ง ครับ ไม่ว่าน้ำมันเครื่องจะเป็น Fully Synthetic สามารถใช้โดยเปลี่ยนที่ 10,000 กม. ได้ไม่มีปัญหาครับแต่ อย่าลืมว่า กรองน้ำมันเครื่อง ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น 2 เท่า นะครับ เท่ากับสิ่งสกปรก จะอยู่ในตัวเครื่องนานขึ้นครับ ส่วนตัวผมใช้สายกลางครับ semi Synthetic เปลี่ยนพร้อมกรองแท้ ที่ 5000 กม. เก็บเงินไว้ทำสองครั้งคุ้มกว่านะครับ .... Cheesy
Logged
julchab
Editorial Staff
Member
***
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 3613


รูปสมัยหนุ่มๆ อิอิ


| |
« Reply #2 on: May 10, 2007, 10:10:05 pm »

เปลี่ยนที่หมื่นก็ได้ครับคุณทร ไม่ต้องกั๊ก อิอิ

เคยมีคนบอกว่าคนไทยชอบเลขกลมๆ เลยต้องหมื่น

จริงๆแล้ว ศูนย์เคยลากน้ำมันเครื่องธรรมดาไปถึงหมื่นห้าด้วยซ้ำ ทำให้รถวอลโว่รุ่นใหม่โชคร้ายคันนึงเกิดอาการชาฟท์ละลาย เนื่องจากน้ำมันเสื่อมสภาพ แล้วเป็นสลัดจ์ไปตันรูน้ำมันเลื้ยงชาฟท์ ผลคือต้องยกเครื่อง

รถโฟล์กก็เหมือนกัน ในบุคเซอร์วิส ก็ให้ถ่ายที่หมื่นห้าเช่นกัน

แต่นั่นน่าจะเป็นสเปคเมืองหนาว ซึ่งเมืองร้อนอย่างเรา น้ำมันคงเสื่อมเร็วกว่าเดิมพอควร

ซึ่งก็เลยตอบคุณ anant ไปในตัวว่ากรองน้ำมันแท้ ลากได้อีกไกลครับ ดังนั้นเปลี่ยนที่หมื่นพร้อมสังเคราะห์ ก็ชิวๆครับพี่

(บางที่ เค้าเล่นกันแบบนี้ด้วยพี่ เปลี่ยนกรองครั้งเว้นครั้งด้วยอ่ะ เจ๋งป่ะ )

ไม่ไกลครับ น้องแจ๊ซนี่ละ ถ่ายที่หมื่น เปลี่ยนกรองที่สองหมื่น ถ่ายน้ำมันครั้งแรก ถอดกรองมาเทน้ำมันเก่าออก แล้วใส่กลับ Shocked

เพื่อที่ว่าจะได้บอกได้ว่า ค่าบำรุงรักษารายห้าปีในประกันสุดถูก แต่ปีที่หกไม่ได้บอกว่าเครื่องจะเป็นยังไง ฮา........................


แต่มีข้อมูลจากศูนย์วิจัยปตท.ว่า บ้านเราใช้น้ำมันเครื่องเปลืองที่สุดในโลก(ถ่ายก่อนกำหนด) ปีละกว่าหกสิบล้านลิตร บ้าไปแล้ว และ การวิเคราะห์น้ำมันเก่าที่ถ่ายทิ้งแล้ว พบว่า อายุการใช้งานถูกใช้ไปแค่ 40% ของอายุการใช้งานคาดหวังด้วยซ้ำครับพี่
Logged



ก่อนจะเป็นเจ้าขาว
Hs1UfO
Member

Offline Offline

Gender: Male
Posts: 558


WWW
| |
« Reply #3 on: June 17, 2007, 10:57:37 pm »

ไปเจอมาครับ เท่าที่อ่านดู
เกรดธรรมดาได้ถึง 10,000 km ถ้าเป็น semi ก็ได้ถึง 10,000+
ถ้า fully syn ก็ได้ถึง 20,000+
เจ้าของกระทู้ดังกล่าวได้ทดสอบใน lab
http://www.gasthai.com/boardgas/question.asp?page=1&id=A57

เมื่อก่อนผมใช้สังเคราะห์เปลี่ยนที่ 20,000 km
ตอนนี้ใช้เกรดธรรมดา 20W-50 แกลลอนละไม่ถึง 500 บาท เปลี่ยนที่ 10,000 กม.
ปีที่ผ่านมาวิ่งไปหกหมื่นโล ยังเนี๊ยบครับ
Logged

ตรวจการติดตั้ง ออกในรับรองการติดตั้ง (ใบวิศวกร, ใบวิศวะ) รถยนต์ใช้เชื้อเพลิง LPG และ NGV โดยสามัญวิศวกรผู้ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก รับใบรับรองได้ทันทีเมื่อผ่านการตรวจ
พื้นที่ให้คำปรึกษา รร.นายเรือ ปากน้ำ สมุทรปราการ / นนทบุรี / ราชพฤกษ์ / วงแหวนกาญจณาฯ / รัตนาธิเบศร์
http://www.polaflex.com/NGV_LPG/NGV_LPG.html
ทัพหลวง
Member

Offline Offline

Posts: 223


| |
« Reply #4 on: July 14, 2007, 03:25:56 pm »

  ตอนนี้ผมใช้ S60 อยู่ เข้าไป service ที่ศูนย์บริการตามโปรแกรมที่บริษัทวอลโว่ให้มา ซึ่งจะเปลี่ยนทุก 20,000 โลครับ Wink
Logged
julchab
Editorial Staff
Member
***
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 3613


รูปสมัยหนุ่มๆ อิอิ


| |
« Reply #5 on: July 14, 2007, 06:05:02 pm »

เหมือนเคยได้ยินว่า โปรแกรมเปลี่ยนถ่ายที่ 20000 ของวอลโว่ ทำเอา รุ่น 70 คันนึงถึงกับชาฟท์ละลาย เนื่องจากน้ำมันเครื่องหมดสภาพการหล่อลื่น (เคยเห็นในอีกเว็บก่อนล่ม นานแล้ว มีรูปเครื่องถูกผ่าให้ดูด้วย)

คล้ายๆกับว่า อากาศร้อนบ้านเราทำให้น้ำมันเครื่องต้องทำงานหนักเป็นพิเศษอะไรทำนองนั้นครับ

ถ้าไม่เดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่าย ลดระยะทางลงมาหน่อยน่าจะเซฟกว่านะครับ

(ว่าแต่ 20000 ของศูนย์นี่มันใส่สังเคราะห์มาให้รึป่าวละเนี่ย ถ้าเกรดธรรมดา ท่าทางจะแย่)
Logged



ก่อนจะเป็นเจ้าขาว
gobchai
Member

Offline Offline

Posts: 391


| |
« Reply #6 on: July 14, 2007, 10:35:36 pm »

เหมือนเคยได้ยินว่า โปรแกรมเปลี่ยนถ่ายที่ 20000 ของวอลโว่ ทำเอา รุ่น 70 คันนึงถึงกับชาฟท์ละลาย เนื่องจากน้ำมันเครื่องหมดสภาพการหล่อลื่น (เคยเห็นในอีกเว็บก่อนล่ม นานแล้ว มีรูปเครื่องถูกผ่าให้ดูด้วย)

คล้ายๆกับว่า อากาศร้อนบ้านเราทำให้น้ำมันเครื่องต้องทำงานหนักเป็นพิเศษอะไรทำนองนั้นครับ

ถ้าไม่เดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่าย ลดระยะทางลงมาหน่อยน่าจะเซฟกว่านะครับ

(ว่าแต่ 20000 ของศูนย์นี่มันใส่สังเคราะห์มาให้รึป่าวละเนี่ย ถ้าเกรดธรรมดา ท่าทางจะแย่)
อ้าว  ต้องรีบเปลี่ยนซะแล้ว   ผมเปลี่ยนเอง  แต่ช่วงหลังงานยุ่งก็เลยยืดออกไป  คิดว่ามันน่าจะพอไหว  ต้องกลับไปดูแลรถเหมือนเดิมแล้วล่ะ
Logged
Hs1UfO
Member

Offline Offline

Gender: Male
Posts: 558


WWW
| |
« Reply #7 on: August 24, 2007, 09:13:02 pm »

ใครที่สงสัยเรื่องเกี่ยวกับน้ำมันเครื่อง ลองอ่านกระทู้นี้ให้หมดดูครับ จะได้ความรู้เกี่ยวกับน้ำมันเครื่องอีกเยอะครับ
ข้อสำคัญ [b]อ่านให้หมดนะครับ[/b]
http://www.gasthai.com/boardgas/Question.asp?ID=A57
Logged

ตรวจการติดตั้ง ออกในรับรองการติดตั้ง (ใบวิศวกร, ใบวิศวะ) รถยนต์ใช้เชื้อเพลิง LPG และ NGV โดยสามัญวิศวกรผู้ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก รับใบรับรองได้ทันทีเมื่อผ่านการตรวจ
พื้นที่ให้คำปรึกษา รร.นายเรือ ปากน้ำ สมุทรปราการ / นนทบุรี / ราชพฤกษ์ / วงแหวนกาญจณาฯ / รัตนาธิเบศร์
http://www.polaflex.com/NGV_LPG/NGV_LPG.html
Mek@Vmai
Member

Offline Offline

Gender: Male
Posts: 5035

<<<< 240JZ >>>>


WWW
| |
« Reply #8 on: August 26, 2007, 12:18:57 am »

เอามาลงให้อ่านกันง่ายๆครับ นำมาจากเวบ http://www.gasthai.com/boardgas/Question.asp?ID=A57

ปรกติโดยทั่วไป น้ำมันหล่อลื่นหรือน้ำมันเครื่อง ที่ใช้จะต้องมีคุณสมบัติ ด้านต่างๆ เช่น หล่อลื่น ระบายความร้อน ป้องกันสนิม และชะล้างทำความสะอาด เกี่ยวกับคุณภาพและประสิทธิภาพเกือบทุกด้านจะถูกกำหนดขึ้นจากการทดสอบคุณสมบัติฯลฯ มีหลายสถาบันทั่วโลกทดสอบและตั้งมาตรฐานหรือเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง เช่น API - AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE และ SAE - SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เป็นแหล่งอ้างอิง
นอกจากนั้น หลายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ก็มีการทดสอบและกำหนดมาตรฐานของน้ำมันเครื่องขึ้นเองในการใช้งานสำหรับรถยนต์ทั่วโลก ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องและผู้บริโภค นิยมเลือกใช้มาตรฐานหรือเกรดคุณภาพของสถาบัน API - AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE เพราะชัดเจนและสะดวกทั้งในการผลิตหรือเลือกใช้ โดยมีการระบุไว้ข้างกระป๋องน้ำมันเครื่องเสมอ
เราจะมาดูกันเฉพาะน้ำมันเครื่องที่ใช้กับเชื้อเพลิงเบนซิน ที่บอกเกรดคุณภาพของเกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ตามหลังอักษรย่อ API ใช้ตัวอักษรย่อ S (STATION SERVICE-SPARK IGNITION) นำหน้าเสมอ แล้วตามด้วยตัวอักษรย่อน้ำมันเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่แย่สุดคือ A ขึ้นไปเรื่อยๆ B, C...H และ J เช่น API SE, API SH จนถึง API SM โดยไม่มี API SI ข้ามไปเพราะตัว I คล้ายเลข 1 (เช่นเดียวกับที่นั่งบนเครื่องบินที่ไม่มีตัว I) และ API SK มี SM สูงสุด รองลงมาเป็น SL และ SL ส่วนเกรดคุณภาพต่ำๆอย่าง SA และ SB ปัจจุบันไม่นิยมผลิต เพราะไม่เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซินยุคใหม่
   ชั้นเกรดคุณภาพน้ำมันเครื่อง สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน

API ได้กำหนดชั้นและเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง มีดังนี้

SA - เป็นน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานล้วนๆ ไม่มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพเลย ปัจจุบันยกเลิกแล้ว

SB - ประกาศใช้ปี 1930 เพิ่มเพียงสารเพิ่มคุณภาพบางชนิด เช่น สารป้องกันการสึกหรอ สารป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปัจจุบันยกเลิกแล้ว

SC - ประกาศใช้ปี 1964 เพิ่มสารชะล้าง ป้องกันตะกอนและสนิม

SD - ประกาศใช้ปี 1968 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SC ไม่ควรเลือกใช้ในปัจจุบัน

SE - ประกาศใช้ปี 1972 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SD ไม่ควรเลือกใช้ในปัจจุบัน

SF - ประกาศใช้ปี 1980 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SE และเน้นป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนมากขึ้น ไม่ควรเลือกใช้ หากไม่จำเป็น

SG - ประกาศใช้ปี 1988 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SF เน้นป้องกันการเกิดตะกอนตม-ยางเหนียวเพิ่มขึ้น ลดการเกิดเขม่าบนหัวลูกสูบ-ห้องเผาไหม้ และลดการสึกหรอของวาล์ว ยังพอเลือกใช้ได้ถ้าจำเป็น

SH - ประกาศใช้ปี 1992 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SG เน้นการลดมลพิษและลดการสึกหรอเพิ่มขึ้น สามารถเลือกใช้ได้

SJ - ประกาศใช้วันที่ 15 ตุลาคม 1996 เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่มีเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SH เน้นการระเหยต่ำ ค่าฟอสฟอรัสต่ำ ป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดีขึ้น มีอายุการใช้งานนานขึ้น
ต้องผ่านการทดสอบพิเศษด้วยมาตรฐานเหนือกว่า API SH อีก 7 ประการ คือ
1. จำกัดปริมาณของฟอสฟอรัส
2. ระดับการระเหยต่ำ
3. ทดสอบการเกิดเขม่าในอุณหภูมิสูง
4. ทดสอบการเกิดโฟมในอุณหภูมิสูง
5. ทดสอบการรวมตัวกับน้ำ
6. การรวมตัวได้ของสารหล่อลื่น
7. ความสามารถในการคงสภาพการหล่อลื่นเมื่ออุณหภูมิต่ำ

น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ SJ มีคุณสมบัติโดดเด่น คือ
1. ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์บำบัดไอเสีย (แคตตาลิติก คอนเวอร์เตอร์) เพราะมีการควบคุมปริมาณของฟอสฟอรัสไว้ต่ำมาก
2. ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
3. ลดการปล่อยมลพิษ
4. คงสภาพทุกช่วงอุณหภูมิได้ดี
5. การใช้น้ำมันเครื่องต่างชนิดต่างรุ่นผสมกันใช้งานด้วยความจำเป็น มีความเสี่ยงต่อการแยกตัวหรือส่งผลลบน้อย

SL - ประกาศใช้ปี 1999 เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่มีเกรดคุณภาพ เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและโมเลกุลในสารเพิ่มคุณภาพยืดหยุ่นตัวใด้ดีขึ้น เน้นการระเหยต่ำ ค่าฟอสฟอรัสต่ำ ป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดีขึ้น มีอายุการใช้งานนานขึ้น และเน้นการลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ เด่นที่สุดในการเลือกใช้

SM - ประกาศใช้ปี 2004 มีคุณสมบัติเหนือกว่า SL อยู่หลายด้าน เป็นน้ำมันเครื่องเกรดสูงสุดที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันกับเครื่องยนต์เบนซิน

การเลือกความหนืดของน้ำมันเครื่องให้ดูจากคู่มือประจำรถยนต์ แล้วใช้ให้ตรงตามกำหนด โดยเน้นเฉพาะตัวเลขที่ไม่ได้ตามด้วยตัวอักษร W แต่ถ้าไม่มีคู่มือให้เลือกตามนี้ เมืองไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนมาก และไม่มีติดลบ สามารถเลือกใช้น้ำมันเครื่องทั้งแบบเกรดความหนืดเดี่ยวและเกรดความหนืดรวมสำหรับเมืองร้อน โดยสนใจค่าความหนืดเฉพาะค่า SAE ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยตัวอักษร W เป็นความหนืด 40 หรือ 50

เครื่องยนต์ใหม่ สามารถใช้น้ำมันเครื่องความหนืด SAE 30,SAE 40 ใสหน่อยได้ เพราะชิ้นส่วนยังไม่มีช่องว่างห่างมากนัก ส่วนเครื่องยนต์เก่า ควรใช้ความหนืด SAE 50 หรือ หากเลือกใช้เองเป็นความหนืด SAE 40 ให้ดูด้วยว่ามีการ"กินน้ำมันเครื่องมากผิดปกติไหม" (ไม่ควรเกิน 2,000-3,000 กิโลเมตรต่อน้ำมันเครื่อง 0.5-1 ลิตร) และมีควันสีขาวอมฟ้าจากการเผาไหม้น้ำมันเครื่องที่เล็ดลอดเข้าห้องเผาไหม้ผสมออกมากับไอเสียหรือไม่ ถ้าผิดปกติให้เปลี่ยนไปใช้ความหนืด SAE 50

สำหรับ กำหนดการเปลี่ยนถ่าย น้ำมันเครื่องชั้นคุณภาพ API SJ,SLและSM เกิน 10,000 KM.ขึ้นไปครับ
เพราะผมเคยเอาน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วเหล่านี้ไปตรวจคุณภาพ ที่ห้องปฎิบัติการ บริษัท เมโทร แคท
(ประเทศไทย)จำกัด ผลปรากฎว่า ความยืดหยุ่นของโมเลกุลความหนืดยังเป็นปรกติ แต่จำนวนฝุ่นคาร์บอนที่น้ำมันเครื่องดูดซับมามีมีจำนวนมากแต่ก็จะไปค้างอยู่ที่กรอง บ่งบอกถึงการสันดาปที่ไม่
สมบูรณ์ ส่วนเศษโลหะที่เกิดจากการสึกหรอของเครื่องยนต์มีไม่มากอยู่ในเกรณ์ปรกติ ปริมาณฟองอากาศแทบไม่มีเลย แสดงว่าจากตัวอย่างน้ำมันที่นำไปทดสอบ ยังสามารถใช้งานได้ตามปรกติ ยังสามารถปกป้องการสึกหรอ ระบายความร้อน ต่อต้านการรวมกับออกซิเจนและยังใช้ได้โดยไม่ต้อง
เปลี่ยบถ่ายทิ้ง ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ ลดมลพิษ และรักษาสิ่งแวดล้อมครับ
Logged
Mek@Vmai
Member

Offline Offline

Gender: Male
Posts: 5035

<<<< 240JZ >>>>


WWW
| |
« Reply #9 on: August 26, 2007, 12:19:19 am »

API SM คุณภาพสูงสุดน้ำมันเครื่องสำหรับเบนซิน

ผู้จัดการออนไลน์ 7 กุมภาพันธ์ 2548 12:01 น. โดย วรพล สิงห์เขียวพงษ์


ปลายปี 2004 API สถาบันใหญ่ด้านปิโตรเลียมในสหรัฐอเมริกา ประกาศรับรองคุณภาพสูงสุดน้ำมันเครื่องเบนซินเกรดใหม่ SM แค่ช่วงไม่กี่สิบวันแรก มีบริษัทน้ำมันเครื่องขอการรับรองแล้วกว่า 400 ราย ที่สำคัญ...มีบริษัทน้ำมันเครื่องของไทยรวมอยู่ด้วย

พร้อมกับลบความเข้าใจผิดเรื่องสัญลักษณ์วงกลม DONUT และตัวอักษร API บนกระป๋องน้ำมันเครื่องที่หลายคนคิดว่าต้องส่งน้ำมันเครื่องไปและผ่านการทดสอบอย่างละเอียดโดย API ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น!

เกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน หากอ้างอิงตาม API ซึ่งเข้าใจได้ง่าย ก็คือ นำหน้าด้วยตัว S เสมอ ตามด้วยตัวอักษรที่ยิ่งไกลจาก A เท่าไร ก็ยิ่งมีคุณภาพดี ไล่จาก SA SB SC SD SE SF SG SH SJ SL ข้าม SI SK ไปโดยไม่บอกเหตุผล ล่าสุดเพิ่งออก SM

การเลือกใช้น้ำมันเครื่อง ควรใช้ระดับใกล้สูงสุดไว้ ในปัจจุบันแนะนำ SM SL SJ ส่วนเกรดต่ำกว่านั้น ไม่น่าสนใจแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสูงสุดเสมอไปใกล้ๆไว้เป็นพอ และถึงจะเป็นน้ำมันเครื่องธรรมดาก็ใช้ได้ถึง 10,000 กิโลเมตร ถ้าเป็นสังเคราะห์ก็ทนได้ถึง 15,000-20,000 กิโลเมตร API หรือ AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE จะมีการประกาศรับรองน้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพสูงสุดมาตรฐานใหม่ทุกประมาณ 3-5 ปี

ล่าสุดเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2004 คือ API SM สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน โดยระบุคร่าวๆ ว่าดีขึ้นจากเกรดคุณภาพ SL คือปรับปรุงเรื่องต่อต้านการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน, ปรับปรุงเรื่องป้องกันการเกิดตะกอน, เพิ่มการปกป้องความสึกหรอ, พัฒนาให้ทำงานได้ดีตั้งแต่อุณหภูมิต่ำ และคงประสิทธิภาพที่ดีตลอดอายุการใช้งาน

เพียงช่วงแรกที่ประกาศ API SM ก็มีบริษัทน้ำมันเครื่องได้การรับรองไปแล้วกว่า 400 ราย 1 ในนั้น คือ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) น้ำมันเครื่อง PTT PERFORMA SUPER SYNTHETIC เกรดความหนืด 0W-40 และทราบมาว่าอีกหลายยี่ห้อก็กำลังดำเนินการและเตรียมออกสู่ตลาดไทยในปีนี้

บริษัทน้ำมันเครื่องส่วนใหญ่มีเทคโนโลยีใกล้เคียงกัน ดังนั้นการผลิตน้ำมันเครื่องให้มีคุณภาพตามต้องการ
หรือให้ผ่านมาตรฐานการรับรองโดยสถาบันที่ได้รับความเชื่อถืออย่าง API จึงไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถ ประเทศเล็กๆ อย่างไทยก็ทำได้ทัดเทียมต่างชาติ

สิ่งที่ยากกว่า คือ การสร้างความเชื่อถือให้ผู้บริโภค เพราะแม้น้ำมันเครื่องจะมีคุณภาพทุกด้านเกือบเหมือนกัน
มีต้นทุนการผลิตใกล้เคียงกัน แต่ยี่ห้อที่สร้างภาพพจน์ได้ดี จะสามารถตั้งราคาได้แพงกว่า ที่แปลกก็คือ น้ำมันเครื่องระดับคุณภาพเดียวกัน ยี่ห้อที่ไม่ดังและขายถูกกว่า (เพราะต้นทุนจริงไม่แพง และไม่ได้ปั่นราคา) มักถูกมองในแง่ลบว่าด้อยคุณภาพ หลายคนไม่กล้าซื้อใช้ เพราะกลัวใส่แล้วเครื่องโทรมหรือเครื่องพัง

ลบความเชื่อผิดๆ เรื่อง API และ DONUT

หลายคนคิดว่า น้ำมันเครื่องมีมีตราวงกลมคล้ายโดนัท นั่นคือ ได้ส่งน้ำมันตัวอย่างไปให้ API ทดสอบ และผลต้องผ่าน ในเนื้อน้ำมันเดียวกันกับที่ขาย ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่ และไม่ได้ส่งเนื้อน้ำมันไปทดสอบ เพราะเป็นแค่การขอการรับรอง โดยกรอกรายละเอียด และเหมือนผู้ผลิตหรือจำหน่ายน้ำมันนั้น เป็นการรับรองตัวเอง พร้อมเสียค่าธรรมเนียมให้ API โดยไม่ได้ส่งเนื้อน้ำมันให้ API ทดสอบแต่อย่างไร

ส่วนน้ำมันเครื่องที่ไม่ได้มีตราโดนัทข้างกระป๋อง แต่ระบุเกรดคุณภาพเป็นตัวย่อตาม API ถึงจะไม่ได้ขอการรับรองไป แต่ก็เทียบเกรดเองได้ ไม่ว่าน้ำมันเครื่องนั้นจะได้รับตราโดนัทหรือไม่ ก็มีแค่ความเชื่อใจต่อผู้ผลิตหรือจำหน่ายเท่านั้นว่า เนื้อน้ำมันในกระป๋องที่ขายออกมา จะมีคุณภาพตรงตามที่ระบุไว้

น้ำมันเครื่องที่ขาย = น้ำมันพื้นฐาน + สารเพิ่มคุณภาพ

หลายคุณสมบัติพิเศษสำคัญๆ ของน้ำมันเครื่อง ไม่ได้มาจากน้ำมันพื้นฐานหรือ BASE OIL (MINERAL OIL, PAO-POLYALPHAOLEFIN หรือ HYDROCRACK) และขบวนการผลิตเท่านั้น แต่ต้องมีการผสมสารเพิ่มคุณภาพหรือ ADITIVE ลงไปด้วย

ในอุตสาหกรรมน้ำมันหล่อลื่น มีผู้ผลิต BASE OIL และ ADITIVE เพียงไม่กี่ราย (รายใหญ่ของการขาย ADDITIVE ไม่ถึง 10 รายเท่านั้น) โดยเฉพาะผู้ผลิต ADDITIVE รายใหญ่ๆ ล้วนต้องทดลองผสม ทดสอบเอง และส่ง API ทดสอบมาแล้วว่าถ้านำ BASE OIL ชนิดไหน มาผสมกับ ADITIVE ตัวใด (ใช้หลายตัว) แล้วจะได้น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพและเกรดความหนืดใด

เนื่องจากผู้ผลิต ADDITIVE รายใหญ่ๆ ล้วนมีการทดสอบด้วยตัวเอง และส่งตัวอย่างน้ำมันเครื่องให้ API และสถาบันอื่นๆ ทดสอบอย่างละเอียดแล้ว ทั้งในห้องแล็บและการใช้งานจริง ซึ่งต้องใช้น้ำมันเครื่องจำนวนมหาศาล ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูงหลายแสนหรือนับล้านบาท เมื่อทดสอบครบทุกขั้นตอนแล้วจึงกำหนดว่า น้ำมันเครื่องนั้นมีเกรดคุณภาพระดับใด

ดังนั้นเมื่อจะขายสารเพิ่มคุณภาพออกมา ก็เหมือนมีสูตรสำเร็จว่า ถ้าซื้อสารตัวใดนำไปผสมตามกำหนดกับน้ำมันพื้นฐานชนิดใด แล้วจะได้เกรดคุณภาพตาม API เป็นอะไร โดยไม่ต้องทดสอบซ้ำอีกแล้ว

มาตรฐานการแบ่งเกรดคุณภาพน้ำมันเครื่อง ไม่ได้มีแต่ของ API เพียงรายเดียว และ API เองก็มีการอ้างอิงจากแหล่งอื่นด้วย จึงเหมือนเป็นข้อตกลงของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันหล่อลื่น, บริษัทผลิตยานยนต์และเครื่องยนต์ ประกอบด้วย ฟอร์ด เจนเนอรัล มอเตอร์ส และเดมเลอร์ไครสเลอร์, สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น JAMA, และสมาคมผู้ผลิตเครื่องยนต์

ประสิทธิภาพที่ต้องการจากน้ำมันเครื่อง, ขั้นตอนการทดสอบ และข้อจำกัด เป็นการร่วมกันจัดตั้งโดยผู้ผลิตยานยนต์และเครื่องยนต์, สมาคมเทคนิค THE SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS (SAE), THE AMERICAN SOCIETY FOR TESTING AND MATERIALS (ASTM), ชมรมอุตสาหกรรม THE AMERICAN CHEMISTRY COUNCIL รวมทั้ง API

ในเมื่อผู้ผลิต BASE OIL และ ADITIVE ซึ่งมีเพียงไม่กี่ราย ได้ผสมน้ำมันเครื่องหลายร้อยสูตร ทดสอบอย่างละเอียด แบ่งเป็นคุณภาพและคุณสมบัติต่างๆ ไว้แล้ว

บริษัทน้ำมันเครื่องที่จำผสมออกขาย ก็เพียงเลือกว่าจะทำตลาดด้วยน้ำมันเครื่องชนิดใดและเกรดคุณภาพใด จากนั้นก็สั่งซื้อ BASE OIL กับ ADITIVE ตามสเปค มาผสมและจำหน่ายในยี่ห้อของตนเอง ไม่ต้องทดสอบซ้ำ ก็พอจะเชื่อได้ว่าได้มาตรฐานตามที่เลือกไว้ ซึ่งต้องเชื่อใจผู้ขาย BASE OIL กับ ADITIVE ว่าจะไม่ตุกติกด้วย

หากต้องการให้ API รับรอง (มีสัญลักษณ์ DONUT STARBURST และ API) ก็เพียงกรอกแบบฟอร์มยืนยันส่วนผสมต่างๆ ของน้ำมันเครื่องนั้นส่งให้ API ไม่ต้องส่งตัวอย่างน้ำมันเครื่องให้ เพราะเหมือนทดสอบซ้ำ สิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้ง API ก็ไม่มีเวลาทดสอบได้ครบทุกยี่ห้อ

แบบฟอร์มขอการรับรองจาก API เปรียบเสมือนสัญญารับรองตนเองของผู้ผลิตหรือจำหน่ายน้ำมันเครื่อง ว่าน้ำมันเครื่องมีคุณสมบัติตรงตามที่ให้ข้อมูลไว้จริง โดย API จะมีการสุ่มตรวจเป็นบางรายในภายหลัง ซึ่งก็แทบไม่พบว่ามีการสุ่มตรวจ เพราะมีกว่าร้อยประเทศและมีน้ำมันเครื่องหลายพันรุ่นในโลกที่ขอการรับรอง เทคโนโลยีของน้ำมันเครื่อง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีเกรดคุณภาพใหม่ๆ กำหนดขึ้นทุก 3-5 ปี เราไล่ตามหาความรู้ได้ไม่ยาก...ถ้าสนใจ ! และไม่จำเป็นต้องรู้ลึก
Logged
Pages: [1]
  Print  
 
Jump to:  

 
     
 
 
     


Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2013, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!